เรื่องของชนิดข้อมูล (Data Types)

ชนิดข้อมูลของ Visual Basic อาจแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มหลักๆ คือ

  • ชนิดข้อมูลแบบเลขจำนวนเต็ม ได้แก่ Byte, SByte, Short, UShort, Integer, UInteger, Long และ ULong
    SByte, Short, Integer และ Long เป็นชนิดข้อมูลแบบคิดเครื่องหมาย คือ สามารถเก็บได้ทั้งค่าบวก ค่าลบ และศูนย์
    ชนิดข้อมูล Byte, UShort, UInteger และ ULong เป็นชนิดข้อมูลแบบไม่คิดเครื่องหมาย คือ เก็บได้เฉพาะ ค่าบวก และศูนย์เท่านั้น
  • ชนิดข้อมูลแบบเลขจำนวนทศนิยม ได้แก่ Single, Double และ Decimal
    Single กับ Double ใช้เก็บเลขจำนวนทศนิยมแบบ floating-poing
    Decimal ใช้เก็บเลขจำนวนทศนิยมแบบ fixed-point
  • ชนิดข้อมูลแบบตัวอักษร/ข้อความ ได้แก่ Char และ String
    Char ใช้เก็บตัวอักษร 1 ตัว ในระบบ Unicode
    String ใช้เก็บข้อความ
  • ชนิดข้อมูลอื่นๆ ได้แก่ Boolean, Date และ Object
    Boolean ใช้เก็บค่าตรรกะ (จริง/เท็จ)
    Date ใช้เก็บวันที่และเวลา
    Object ใช้เก็บออบเจ็ค

กฎการตั้งชื่อตัวแปร

  • ต้องประกอบด้วยอักขระ A – Z, a – z, 0 – 9 หรือ _ เท่านั้น
  • อักขระตัวแรกต้องเป็นตัว A – Z, a – z, 0 – 9 หรือ _ อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น (เป็นตัวเลขไม่ได้)
  • มีความยาวไม่เกิน 1,023 ตัว
  • ต้องไม่ซ้ำกับ Reserved Words ของ VB

การกำหนดค่าให้กับตัวแปร

หลังจากประกาศตัวแปร ต้องกำหนดค่าให้กับตัวแปรได้ โดยใช้ตัวดำเนินการกำหนดค่า

รูปแบบ
ชื่อตัวแปร = ค่าที่กำหนด

การประกาศตัวแปร

ตัวแปร (Variable) คือ ตำแหน่งในหน่วยความจำที่โปรแกรมใช้เก็บข้อมูล ซึ่งตัวแปรอาจเก็บค่าใดค่าหนึ่งไว้ตลอดการทำงานของโปรแกรม หรือเปลี่ยนแปลงค่าไปเรื่อยๆ ตามที่โปรแกรมเมอร์กำหนดก็ได้ โปรแกรมหนึ่งสามารถมีตัวแปรได้มากกว่า 1 ตัว

การประกาศตัวแปร

จะต้องประกาศ (Declare) ตัวแปรก่อนใช้งานเสมอ เพื่อกำหนดชนิดข้อมูล (data type) ที่ตัวแปรสามารถเก็บได้ และเพื่อให้มีการจองเนื้อที่ในหน่วยความจำสำหรับตัวแปรนั้นขึ้นมา การประกาศตัวแปรอย่างง่ายที่สุด จะใช้คำสั่ง Dim ซึ่งมีรูปแบบดังนี้

รูปแบบ
Dim ชื่อตัวแปร AS ชนิดข้อมูลของตัวแปร

หมายเหตุ
แม้โดยทั่วไป VB จะไม่อนุญาตให้เรานำคำที่เป็นคีย์เวิร์ดไปตั้งเป็นชื่อต่างๆ เช่น ตัวแปร, โพรซีเยอร์, คลาส ฯลฯ ถ้าจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องใช้คีย์เวิร์ดเหล่านี้ไปตั้งเป็นชื่ออื่นๆ ก็ให้ระบุคีย์เวิร์ดไว้ในวงเล็บ [ ] เช่น คำว่า String เปลี่ยนเป็น [String]

การแยก Statement ไว้คนละบรรทัดด้วยเครื่องหมาย Underscore ( _ )

ถ้า Statement มีความยาวเกินไปและไม่สะดวกที่จะเขึยนทั้งหมดในบรรทัดเดียวกัน เราสามารถแยกไปเขียนไว้คนละบรรทัด ( เครื่องหมาย Underscore ( _ ) ไว้ ณ จุดที่ต้องการขึ้นบรรทัดใหม่ (ก่อนและหลังเครื่องหมาย _ จะต้องเป็นช่องว่าง)

คำอธิบายโค้ด Single Quote ( ‘ )

VB จะกำหนดโดยใช้เครื่องหมาย Single Quote ( ‘ ) วางไว้ ณ จุดที่ต้องการแทรกคำอธิบาย จากนั้นก็เขียนข้อความต่อท้ายเครื่องหมาย

การแยก Statement ด้วยเครื่องหมาย Colon ( : )

VB ถือเอาจุดสิ้นสุดบรรทัดเป็นจุดสิ้นสุด Statement ทำให้เราต้องเขียนบรรทัดละ 1 Statement แต่ในบางกรณีถ้าเราต้องการเขียนหลายๆ Statement ไว้ในบรรทัดเดียวกัน ซึ่งอาจทำเพื่อการเปรียบเทียบ หรือเพื่อให้โค๊ดดูสั้นและกระชับมากขึ้น

Statement ของ VB

Statement คือ คำสั่งที่สมบูรณ์ที่โปรแกรมสามารถนำไปใช้ในการประมวลผลได้ โดยที่ Statement จะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

  • Single Statement คือ Statement ที่ประกอบด้วยคำสั่งเพียงคำสั่งเดียว
  • Compound Statement คือ Statement ที่ประกอบด้วยหลายๆ คำสั่ง หรือ Statement ย่อยๆ รวมกันนั้่นเอง

VB จะถือเอาจุดสิ้นสุดบรรทัดเป็นตัวแบ่งแต่ละ Statement ออกจากกัน

คำสงวนของ VB

Reserved Keywords หรือเรียกสั้นๆ ว่า คีย์เวิร์ด เป็นคำที่สงวนไว้ใช้เป็นคำสั่งใน Visual Basic ไม่สามารถนำคำเหล่านี้ไปกำหนดเป็นชื่อต่างๆ ในการเขียนโปรแกรมได้ เช่น

AddHandler
AddressOfAlias
And
AndAlso
As
Boolean
ByRef
Byte
ByVal
Call
Case
Catch
Cbool
CByte
CChar
CDate
CDec
CByte
CCharฯลฯ

ซีพียู (CPU) สมองคอมพิวเตอร์

ซีพียู (CPU) ย่อมาจากคำว่า Central Processing Unit หรือหน่วยประมวลผลกลาง ทำหน้าที่หลักในการคิด คำนวณ ประมวลผลข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการคิดคำนวณทางด้านตัวเลข บวก ลบ คูณ หาร หรือการคำนวณทางด้านตรรกะ (เชิงเปรียบเทียบข้อมูล) เมื่อคอมพิวเตอร์มีการรับข้อมูลใดๆ เข้ามาจัดเก็บหรือพักไว้ในหน่วยความจำแล้วก็จะถูกส่งต่อให้ซีพียูนั้นทำการประมวลผลก่อนเสมอ

ความเร็วซีพียู

ความเร็วของซีพียูถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ นอกเหนือไปจากองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ปี ซีพียูยังมีความเร็วอยู่ในระดับเมกะเฮิร์ตซ์ (MHz) แต่ปัจจุบันขึ้นมาอยู่ในระดับกิกะเฮิร์ตซ์ (GHz) แล้วแทบทั้งสิ้น ซึ่งถือว่าเร็วกว่าแต่ก่อนมาก

ค่าความเร็วของซีพียูนั้น คือค่าความถี่ของสัญญานาฬิกา ซึ่งเป็นตัวกำหนดความเร็วในการทำงานของซีพียู และคอยให้จังหวะในการทำงานแก่วงจรและอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ทำงานได้อย่างสอดคล้องกัน ความถี่ของสัญญานาฬิกานี้มีหน่วยเป็น เฮิร์ตซ์ (Hertz) โดยบอกให้รู้ว่าภายในเวลา 1 วินาที มีสัญญาณนาฬิกานี้เกิดขึ้นจำนวนกี่ลูกคลื่น (Pulse) ดังนั้นความเร็ว 1 เมกะเฮิร์ตซ์ (MHz) ก็หมายถึง 1 ล้านเฮิร์ตซ์หรือ 1 ล้านลูกคลื่นต่อวินาที ส่วนความเร็ว 1 กิกะเฮิร์ตซ์ (GHz) หมายถึง 1 พันล้านเฮิร์ตหรือ 1 พันล้านลูกคลื่นต่อวินาที

สัญญานาฬิกาที่เกี่ยวข้องกับซีพียูจะมีอยู่ 2 ส่วนหลักๆ คือ

  • สัญญาณนาฬิกาภายในซีพียู เป็นสัญญาณที่ให้จังหวะในการทำงานภายในตัวซีพียูเอง ซึ่งความเร็วของซีพียูที่ผู้ผลิตบอกมาว่าเท่านั้นเท่านี้ MHz หรือ GHz ก็คือความเร็ว (หรือความถี่ ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องในทางเทคนิค) ของสัญญาณนาฬิกาภายในซีพียูนั่นเอง
  • สัญญานาฬิกาภายนอกซีพียู เป็นสัญญาณที่ให้จังหวะในการทำงานแก่บัส (Bus) ที่ซีพียูใช้รับส่งข้อมูลกับหน่วยความจำ คือเส้นทางลำเลียงข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ตั้งแต่ 2 อุปกรณ์ขึ้นไป โดยบัสที่เชื่อมต่อระหว่างซีพียูกับหน่วยความจำนี้จะเรียกว่า Front Side Bus (FSB)

ทั้งนี้ความเร็วของสัญญาณนาฬิกาภายนอกซีพียู หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือความเร็ว Front Side Bus นั้น จะสัมพันธ์กับความเร็วของสัญญาณนาฬิกาภายในซีพียู ดังสมการนี้

ความเร็วของสัญญาณนาฬิกาภายในซีพียู = ตัวคูณ x ความเร็วของ FSB 

เช่น ซีพียู Pentium 4 3.0 GHz ซึ่งทำงานที่ FSB ความเร็ว 200 MHz หรือความสุทธิ 800 MH(Quad-Pumped) และมีตัวคูณเป็น 15 จะมีความเร็วของสัญญาณนาฬิกาภายในซีพียูเท่ากับ 15 x 200 MHz = 3000 MHz หรือ 3.0 GHz เป็นต้น